ไดอารี่ จากชายหนุ่ม …สู่ภิกษุ Live!! : งานกฐินวัด.

วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างพิเศษหน่อย เพราะเป็นงานทอดกฐินในวัดที่อาตมาอยู่

งานกฐินถือว่าเป็นพิธีที่สำคัญที่เกิดตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ในสมัยพุทธกาล มีพระสามสิบรูปกำลังที่จะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่วัดเชตุพนมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ติดเข้าพรรษาซะก่อน ก็เลยต้องจำพรรษาที่เมือง ก่อน พอเข้าเฝ้า นางวิสาขา บังเอิญไปเห็น จีวรที่สกปรก ก็เลยกราบทูลขอถวายผ้าผืนใหม่แก่ พระภิกษุเหล่านั้น ซึ่งพระศาสดาก็ทรงอนุญาตให้ถวายได้ จึงเกิดการให้ผ้ากฐินนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

และการให้ทานกฐินถือเป็นการให้ทานที่มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทานแบบธรรมดา เพราะเป็นการให้ที่มีแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่าการให้ทานแบบอื่น ๆ เพราะต้องถึงพร้อมด้วย

  • ภิกษุสงฆ์ 5 รูปที่อยู่ในอาวาสนั้น
  • กำหนดเวลาให้ทานเพียงแค่ 1 เดือนนับจากวันออกพรรษา
  • รับได้ปีละครั้งเท่านั้น

เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นการให้ทานที่มีผลมากทีเดียว ถ้าใครยังไม่ได้ไปกฐินที่ไหน ก็ขอให้ไปวัดใกล้บ้านก็แล้วกันนะ ^   ^

ps. พิธีคนครึกครื้นดี แต่ก็เรียบง่ายสไตล์ชนบท ก็สบาย ๆ ไปอีกแบบ และหลวงพี่ก็เอาบุญมาฝากคนอ่านทุกคนด้วยเน้อ…

Advertisements

ไดอารี่ จากชายหนุ่ม …สู่ภิกษุ ตอนที่3 : วิถีชีวิต

หลังจากที่บวชมาแล้วซักพัก…. ทำให้รู้ว่าการที่เราเข้ามาบวชในเพศ สมณะ นี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว  ถ้าใครเคยได้ยินคำโบราณที่บอกว่า

“สบายอย่างพระ”

แล้วหล่ะก็ขอบอกคำเดียวว่าเถียงขาดใจ เพราะตั้งแต่บวชมาก็แทบไม่ได้หยุดหย่อนในการฝึกฝน อบรมตนเองเลย

การถือครองเพศบรรชิตนี้ ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปทำมาหากินอะไร แต่กลับกันความเพียรพยายามต้องกวดขันขึ้น กับการที่อยู่กับตนเอง การฝึกตน ทั้งในทางด้านเสขิยวัตร(กาย) และสมณธรรม(ใจ) รวมไปถึง กรอบที่ต้องอยู่กับพระธรรมวินัย …ศีล 227 ข้อ ที่ต้องระวังในทุกก้าวย่างของการ ยืน, เดิน, นั่ง, นอน และต้องต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า “ความอยาก” ของตนเอง ทำให้รู้เลยว่า บางทีอยู่ในทางโลกมา เรื่องก็มากแล้ว แต่ส่วนมากมักจะอยู่นอกตน แต่พออยู่นิ่ง ๆ ในเพศสมณะ กลับมีเรื่องเข้ามามากกว่าตอนที่อยู่ทางโลกซะอีก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกิดจากกิเลสของตนนี่แหละ – -)

นั่งอ่านหนังสือเลยเปิดไปเจอข้อความบทหนึ่ง ซึ่งตรงใจก็เลยเอามาให้อ่านกัน เป็นบทประพันธ์ของ ขงเบ้ง ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองและการศึกษาไว้ว่า

“จริยวัตรแห่งวิญญูชน สงบจิตเพื่อฝึกฝนอบรมตน สะกดความทะยานอยากเพื่อบ่มเพาะคุณธรรม หากลุ่มหลงในกิเลสก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมินิ่งสงบก็มิอาจคิดการณ์ไกล อันว่าการศึกษานั้นต้องการความสงบสงัด เพื่อก่อให้เกิดปัญญา หากไม่ทุ่มเทศึกษา ก็ยากจะพัฒนาความสามารถ หากจิตไม่สงบพอ ก็ไม่อาจศึกษาอย่างได้ผล เกียจคร้านเฉื่อยชา ก็ไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้ความรู้ ร้อนรนกระวนกระวายก็ขาดวิจารณญาณ แต่ละขวบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความแน่วแน่ของปณิธานถดถอยลงทุกวัน ประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงโรย จนก้าวไม่ทันโลก จากนั้นแม้จะพร่ำรำพันอยู่ในความยากไร้ โอกาสที่ดีในชีวิตก็ไม่หวนกลับมา…”

จะเห็นได้ว่า อย่างน้อยถึงแม้จะเป็นบทประพันธ์จากยุคโบราณกาล แต่ก็แสดงให้เห็นว่า แม้ในปัจจุบัน คำพูดเหล่านี้ก็ยังสามารถใช้ได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว เอาล่ะขอตัวกลับไปฝึกฝนตนเองดีกว่านะครับ

สมาชิกที่บวชพระแสนรูป

ไดอารี่ จากชายหนุ่ม …สู่ภิกษุ ตอนที่2: เปลี่ยน

สองสามวันต่อมา…..

หลังจาก ความปิติในจิตใจที่ได้ผ่าน พิธีอุปสมบท ก็เริ่มจะเลือนหายไปพร้อมกับ การเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอยู่ของสมณะเพศ

ความล้าของการฝึกฝนตนเองในขณะที่ต้องประกอบพิธีบวชอันยุ่งยาก,  มากมาย และเข้าใจยากว่า ทำไม???  การบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาจึงต้องเข้มงวด กับเรื่องบางเรื่องมากถึงเพียงนี้  ในเรื่องทรงผม หรือเครื่องแต่งตัว ส่วนนี้เราก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะก็เห็นกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว ว่าพระเป็นแบบนี้ ซึ่งก็คือ ไม่มีผม(ไม่เปลืองแชมพู..) ใส่ผ้าแค่สามผืน ดังคำโบราณที่ว่า “ไตรจีวร” อันที่จริงคนเราเข้าใจผิด กันไปเยอะนะ (รวมทั้งตัวเอง) ว่าอันที่จริง จีวร ดันเป็นคำที่ใช้เรียกผ้า แบบทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นผ้านุ่งห่ม เหมือนที่เราเข้าใจแต่ก่อน ส่วนผ้าห่ม จริง ๆ เราใช้คำว่า อุตราสงค์ แทน (แทบไม่เคยได้ยิน เหอๆๆ ) ก็เลยไปดูความหมายจริง ๆ ของไตรจีวร มีอยู่ 3 ผืน คือ

  1. อุตราสงค์ คือ จีวรที่ใช้ห่มกาย
  2. อันตรวาสก คือ สบงที่ใช้นุ่ง
  3. สังฆาฎิ คือ ผ้าพาดเฉวียงบ่าที่ใช้ในพิธีกรรม(แต่เมื่อก่อนใช้เป็นผ้าซ้อน …)

(ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A3)

ถึงแม้จะงง กับชื่อเรียกแล้ว ก็ยังต้องระวังกับการถือผ้าให้ครบ 3 ผืนในยามอรุณรุ่ง เพราะในสมัยพุทธกาล ผ้าหายากมากการที่พระจะได้ผ้ามา ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากบังสุกุล(ผ้าห่อศพ) หรือทอดไว้หน้าศพ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การถือผ้าไว้ ก็เปรียบเหมือนการรู้จักใช้ของ และ รักษาของตนเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องฟุ่มเฟือย ญาติโยม ที่เขาตั้งใจมาถวายให้กับเรานั่นเอง

รายละเอียดของภิกษุ อันที่จริงพระพุทธองค์ ทรงวางรากฐานของ การฝึกตัวมาตั้งแต่การใช้ของ การดูแลรักษาของ กิจวัตรของตนเอง รวมไปถึง สื่อที่เรานำออกไปสู่ภายนอก(ธรรมะ) และสิ่งที่อยู่รอบตัวเราล้วนแล้วแต่ นำมาประยุกต์ และเป็นธรรมะ ได้จริง ๆ

พอได้รู้แบบนี้รู้สึก ทึ่งและศรัทธาในพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นกองแฮะ เอาล่ะคงต้องขอตัวไป ปฏิบัติศาสนกิจก่อนล่ะ ขอให้ความเจริญในธรรมจงมีแด่สาธุชนทั้งหลาย (รวมถึงผู้ที่ถวายผ้าไตรให้อาตมาด้วย)

เจริญพร

ไดอารี่ จากชายหนุ่ม …สู่ภิกษุ ตอนที่๑ : เริ่มต้น

ในช่วงบ่ายของวันที่ ๗ มิถุนายน พศ. ๒๕๕๓

และแล้วก็ถึงวันอุปสมบท…

วันนี้เป็นวันที่ต้องตื่นตอนเช้าเพื่อที่จะได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดกล้าชอุ่ม จ.ปทุมธานี ต้องนั่งรถบัสโดยสารออกไปจากวัดที่เราอยู่ ซักประมาณไม่ถึง 15 นาที

ซึ่งต้องอุปสมบทกันทั้งหมด 60 กว่ารูป .. กว่าจะได้อุปสมบทจริง ๆ ก็ช่วงบ่าย รู้สึกว่าใจสงบ ๆ พิกล ในใจก็เลยคิดว่า “นี่สินะ ที่เราจะได้กลายเป็นพระสงฆ์อย่างแท้จริงซะที กับฉายานี้

ยติคุโณ อันแปลว่า พระแท้ หรือ ผู้มีคุณเยี่ยงพระ นั่นเอง ก็เลยทำให้นึกถึงคำ ๆ นึงขึ้นมา

“With great power comes great responsibility.”

ความสามารถที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง (จากหนังเรื่อง Spiderman นั่นเอง ) เอาล่ะวันนี้เป็นพระแล้ว จะลุยได้มากน้อยแค่ไหนค่อยมาดูละกัน สู้ เว้ย!!!

 

อุปสมบท
บวชพระ

 

ฉบับที่สอง(อันยาวนาน): การเดินทางสู่ “Capital”ism

สวัสดีครับทุกท่าน … หลังจากเริ่มต้นเขียน Blog ตั้งแต่เดือนกันยายน ตัวกระผมเองก็หายไปร่วม สองเดือน!

เนื่องจาก(แถลงการณ์แถ แบบสุด ๆ)ผมต้องลงไปทำธุระ ที่ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเรานั่นเอง และก็ได้เดินทางขึ้นลง ๆ จาก กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เป็นว่าเล่น ทำให้เวลาในการ อัพบล็อคของกระผม ก็ต้องขาดช่วงไปนานมาก… (เป็นคำแก้ตัวที่แย่ที่สุดในประเทศ!!) แต่ก็นั่นแหละครับ การที่ได้เดินทาง บางทีมันก็มีประสบการณ์ให้เก็บมาคิดอยู่เสมอ เอาล่ะครับ ลองมาเดินทางตามความคิดของผมกันดีกว่า Let’s Rock!

เรื่องนี้เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะผมกำลังขับรถ ซึ่งเป็นช่วงเวลากลางคืน ตอนที่ผมขับรถไปเรื่อย ๆ ประกอบกับ ช่วงนั้นถนนโล่ง ๆ ไม่มีแสงไฟข้างทางเพราะกำลังอยู่บนภูเขา ก็ทำให้ผมมานั่งนึกว่า เอ… อันที่จริง เคยมีคำกล่าวในสมัยโบราณ บอกไว้ว่า..

“เดินเรือต้องมีเข็มทิศ ดำเนินชีวิตต้องมีจุดหมาย”

ซึ่งผมก็เลยเหมารวมเอาว่า อันที่จริงการตั้งเป้าหมายในชีวิตมันก็คล้ายกับ การตั้งเป้าหมายในการที่เราจะเดินทางไปที่ไหนซักที่นี่หว่า และคนส่วนใหญ่ ก็ถึงสถานที่ที่เราจะไปด้วย แต่ทำไมในชีวิตจริงมันไม่เหมือนกับการเดินทางเลยหล่ะ ??? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นกะผมในตอนนั้น

แต่พอยิ่งขับรถไปเรื่อย ๆ มันก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกันซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้นผมจะมาเล่าให้ฟังดังนี้ครับ

ทุกท่านลองนึกตามไปนะครับว่า สิ่งแรกที่เราต้องทำในการจะออกเดินทางไปที่ไหนซักที่ ก็คือการ “กำหนดเป้าหมาย” ว่าตัวเองจะไปที่ไหน(หวังว่าคงไม่มีใครที่ขับรถออกไปเป็นชั่วโมง แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองไปที่ไหนนะครับ แม้แต่กินลมก็เถอะ!)

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถึงแม้เราจะตั้งเป้าหมายไว้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องทุ่มเท สมาธิ ความคิด และกำลังลงไป กลับไม่ใช่กระบวนการแรก แต่เป็นกระบวนการหรือสิ่งที่เราทำ ณ ปัจจุบันต่างหาก !!  ไม่เชื่อคุณลองขับรถตอนกลางคืนสิครับ คุณจะพบว่า สิ่งที่คุณต้องใช้สมาธิส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับมัน เป็นเพียงแค่สิ่งที่คุณเห็นออกไปไม่กี่เมตรข้างหน้าคุณเท่านั้น (เพื่อที่จะไม่ให้มันชนกับอะไรซะก่อน!! ที่จะถึงเป้าหมาย…) แต่ด้วยความเชื่อ (สำคัญนะครับอันนี้) ที่คุณมีว่า

  1. เป้าหมายที่นั่นมันมีอยู่แน่นอน ! (คงไม่ใช่ดาวอังคารนะครับ ^ ^)
  2. เส้นทางต่อไปมันมีอยู่แน่นอน ! (หวังว่าทางคงไม่ขาดซะก่อน..)
  3. ตัวช่วยที่จะพาไปให้ถึงมันมีอยู่แน่นอน (ป้ายบอกทาง, GPS หรือใครบอกว่าผมจำทางได้ก็แล้วแต่!! แต่คุณก็คงต้องมีจุดสังเกตุใช่มั้ยครับ)

เห็นมั้ยครับว่า การตั้งเป้าหมาย อันที่จริงมันก็เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หรือใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า ในโลกความเป็นจริงของชีวิต ยังมีคนอีกมากมายที่ได้ออกเดินทาง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปที่ไหน หรือไม่ยอมตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองซักที!

แหะ ๆ หลังจากพล่ามมาซะยาว สุดท้ายก็ไม่มีอะไรอยากบอกมากไปกว่านี้ล่ะครับ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าทุกท่าน ได้ลองค้นพบ เป้าหมายแล้วเริ่มออกเดินทางตามความฝันของตนเอง มันจะเป็นอะไรที่สนุกมากในทุกการใช้ชีวิตของตนเอง เหมือนอย่างผมแหล่ะครับ

และก็อยากบอกว่า ความฝันแต่ละคน ไม่จำเป็นต้อง รวย หรือมีชื่อเสียง เสมอไปนะครับ บางอย่างก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย โดยไม่จำเป็นต้องมี สิ่งพวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้องซะอีก ขอให้ทุกท่านเจอ และทำมันครับ แค่นี้ก็พอแล้ว อวยพรให้ทุกคนนะครับ แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ!!

Zarumen

นักธุรกิจเครือข่ายที่ป่วงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

ฉบับประถมฤกษ์: ททท. ทำทันที (ไม่ใช่ การท่องเที่ยวไทยนะจ๊ะ)

Once upon a time…

“บางครั้งคนเราจะเริ่มต้นทำอะไรซักอย่าง มันก็ต้องมีแรงบันดาลใจในการทำนะผมว่า….”

นี่เป็นคำพูดในหัวของผมตั้งนานมาแล้วหล่ะ เพราะผมคิดว่าการที่เราจะทำอะไรซักอย่าง

มันต้องเริ่มจากการตั้งสมมติฐาน ออกแบบการทดลอง ~ ทำการทดลอง สรุปผล       (…คุ้น ๆ มั้ยครับ) แล้วเอาไปเอามา มันก็ไม่ได้อะไรซักอย่าง ในชีวิตของผมเอง

มันก็เลยมีความโลเลในใจของคนที่อ่านบล็อคของคนอื่นมานานอย่างผม

ว่า… เราจะเขียนบล็อคให้เค้ามาอ่านเนี่ยมันดีแล้วเหรอ เอ… รึว่าเราก็เป็นผีเข้า ๆ ออก ๆ บอร์ดหลาย ๆ webboard อย่างเดิมอะดีแล้ว เวลาเกรียนจะได้หาที่ตามไม่ได้ (หุหุ)

แต่สุดท้ายก็มี FW mail นี้มา ทำให้ผมต้องมานั่งพิมพ์ และเริ่มเล่าเรื่องราวอยู่ตรงนี้แหละ

อ่านหน่อยเถอะสงสารลุง

คนสูงอายุสัก 50-60 ปี ผิวดำ ใส่กางเกงม่อฮ้อม เสื้อยืด เดินมาหาเรา นามว่า ลุงช้อง ( เสียดายผมไม่ได้ถ่ายรูปแกมา เนื่องจากแกอาย ) ต้อนรับเราด้วยน้ำเสียงเหน่อแบบชาวเล แบบเป็นกันเองเราจึงได้รู้ภูมิหลังของรีสอร์ทแห่งนี่ ว่าเพิ่งเปิดได้ไม่นานประมาณ 2-3 เดือน ด้วยความไฝ่ฝันของแกว่าอยากมีรีสอร์ทตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณเป็นที่ดินกงสีของแม่ ซึ่งได้แบ่งทำการให้ลูก 8 คน ในส่วนเท่ากัน ๆ แกจึงมาเติมฝันของแกที่เป็นจริง โดยการเอาที่ดินไปเข้าธนาคารและนำมาทำรีสอร์ทที่แกชอบ โดยมีพี่สาวของแกซึ่งเปิดรีสอร์ทติดกันช่วยเหลือ ในด้านสถาปนิกผุ้ออกแบบ

ในเวลา 1 ปี รีสอร์ทแกจึงเกือบสมบูรณ์ แต่ด้วยความที่แกเป็นชาวเลโดยกำเนิดความสะอาด รดน้ำสวน ) และด้วยเหตุนี่ แกจึงไม่มีการตลาดเข้ามาช่วยดูแล ยังผลให้รีสอร์ทแกไม่ค่อยมีกรุ้บทัวร์หรือคนรู้จักเลย ( มารู้ภายหลัง คนออกแบบสวนให้แก รู้สึกสงสาร จึงออกแบบเว็บให้แกซึ่งรายละเอียดก็ยังน้อยอยู่มาก ) http://www.boathousepran.com/

แกมาดูสารทุกข์สุขดิบตลอดเวลา เหมือนเป็นญาติกัน นำหมึกแดดเดียว ที่แกทำไว้จากการออกเรือไดหมึกมาทอดมาให้กินโดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งหาได้ยากจากคนทำธุรกิจนี่ ขาดเหลืออะไร แกกุลีกุจอทำให้หมด พอตกหัวค่ำที่ได้มีโอกาสนั่งคุยกับแกอย่างจริงจัง จึงได้รู้ว่าคนพักที่แกมีน้อยมาก อย่างอาทิตย์ที่ผ่านมา รีสอร์ทของแกมี 9 ห้อง ได้ว่างตลอดสัปดาห์ไม่มีคนมาพักเลย หรือแม้กระทั่งเสาร์ อาทิตย์ก็ตาม ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับรีสอทข้างเคียงผมว่าห้องพักแกไม่เป็นรอง เมื่อเทียบกับระดับราคา เรตห้องพักแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งถ้าถามผมขอบอกว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ๆได้รับจากชาวประมงใจดีคนนึง ซึ่งหาไม่ได้ในชีวิตเมืองหลวงแต่สิ่งลุงช้องแกกังวลใจนี่ คือ รายได้แกไม่พอในการผ่อนธนาคาร เนื่องจากลูกค้ามาพักน้อย วันธรรมดา แทบไม่มี ศุกร์ เสาร์ก็น้อย เพราะแกไม่มีการตลาดเลย แกใช้ความเป็นลูกทุ่งของแก คือการเฝ้าคอย ลูกค้าขับรถผ่านหน้ารีสอร์ทแก และแวะเวียนมาถาม แกถึงจะได้ลูกค้า ผมกับแฟนเห็นแล้วอดเหนใจไม่ได้ จึงรับปากแกว่ากลับมา จะมาโพสต์ในเน็ท ในทุกเว็บที่เรารู้จักให้ลุงแกสามารถที่จะทำความฝันแกต่อไปได้ ภายในห้องพัก ตกแต่งสวยงามมาก วัสดุอุปกรณ์ แต่ละอย่างแกใช้ของอย่างดี  ยังคิดอยู่ว่าแกเอา….กำไรมาจากไหน…..

*** ช่วยกัน Forward Mail นี้กันหน่อยนะคะสงสารลุงแก ***

หลายคนอาจจะถามว่า “ละมันเกี่ยวกะที่มึ…งจะโพสยังไง?? (ขออนุญาตใช้ศัพท์พ่อขุนรามฯ เพื่อความสะใจ)”

คำตอบคือ …อยากจะให้มันเกี่ยว มีไรป่ะ !!! (เหอ ๆ เริ่มเกรียนละกรู)

เข้าเรื่อง ๆ …   มันก็เลยมีคำพูดนึงแว๊บเข้ามาในหัว ดังเค้าว่า ดนตรีมีอยู่ทุกที กาแฟ คอฟฟิโอ้  ถ้าเปิดเพลงในโฆษณาไปด้วยจะดีมาก (น่าน !โฆษณาให้เค้าพร้อม )

ใช่ ๆ ผมก็เลยคิดว่า ที่จริงเราไม่ต้องไปตามหาที่ไหนหรอก อันที่จริงมันอยู่ที่เราต่างหาก ว่าเราจะเริ่มทำมันเลยรึเปล่า ส่วนอื่นค่อยไปวิเคราะห์ ตอนทำ..นู่น เหมือนกับ คุณลุงช้อง คนทำรีสอร์ทใน FW mail  ลุงแกเริ่มทำรีสอร์ททั้งที่ ยังไม่รู้เลยว่า ต้องทำการตลาดแบบไหน?? งบการเงินเป็นอย่างไร?? CSR?? BOS?? บลา ๆ ๆ

เพียงแค่ลุงช้อง มีความฝันว่า ลุงแกอยากมีรีสอร์ท ก็เท่านั้นเอง !!!

อืม …. พอลองมาย้อนดูตัวเอง เออ อันที่จริง ตัวเรานี้ หน้าตาก็ดี (..ไม่เกี่ยว) แล้วทำไมจะมีบล็อคกะเขาบ้างไม่ได้(วะ)

เอ้อ พอคิดแบบนี้แล้ว ง่ายขึ้นเยอะเลยแฮะ !!! ฉบับ”ประถม”ฤกษ์ (ใช่ฮะ ประถม ไม่ใช่ ปฐม- เพราะไม่ต้องการไป grand opening ที่ไหน ก็เลยใช้คำนี้) ก็เลยคลอดออกมาด้วยประการฉะนี้ เตง เตรง เตร่ง เตร้ง…. จบซะลิเกเลยตรู 555+

สุดท้าย ก็เลยต้องมานั่งเขียนบล็อคอยู่ตรงนี้ โห ตั้ง ชม. กว่าแฮะ กว่าจะเสร็จ แต่ก็อย่างว่า การตัดสินใจ ตอนเริ่มต้นอันที่จริงไม่ต้องไปหาแรงบันดาลใจที่ไหนหรอก ท่องคาถาคำสามคำนี้ก็คงพอแล้ว

“ทำทันที”

ใครจะเอาไปใช้ไม่ว่ากันนะครับ ไม่มีลิขสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้านำไปใช้แล้วได้เงิน ก็ขอบ้างตามคณะศรัทธาละกัน หุหุ วันนี้ก็คงมีเท่านี้แหละ แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการละกัน..

Zarumen

นักธุรกิจเครือข่ายที่ป่วงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก